

มีหลายปัจจัยที่ทำให้ผู้บริหารมองว่าเกมแนว RPG (Role-Playing Game) มีความเสี่ยงสูง จึงมักไม่ค่อยเลือกลงทุนในโปรเจ็คประเภทนี้เท่าไหร่ เมื่อเทียบกับแนวเกมอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนเร็วกว่า เช่น Battle Royale, Live-service หรือ Mobile Games หลักๆ มีดังนี้
ต้นทุนและระยะพัฒนาแสนยาว
เกม RPG แบบดั้งเดิม มักต้องสร้างเนื้อเรื่องที่ลึกซึ้ง ตัวละครหลัก-รอง ระบบสกิล ภาพประกอบศิลป์เฉพาะตัว ฯลฯ ซึ่งใช้เวลาเขียนบทและออกแบบนานเป็นปี
ทีมงานใหญ่ ค่าใช้จ่ายสูง ทั้งทีมสคริปต์ วิศวกรกราฟิก และ QA ทำให้ต้นทุนโครงการพุ่งแรง
ระยะเวลาคืนทุนที่ยาวกว่า
เกมแนวยิง-แอ็กชันหรือแนว Multiplayer ยุค Battle Royale มักออกขายภายในปีเดียวและสร้างยอดขายได้รวดเร็ว
ในขณะที่ RPG ต้องใช้เวลา “อัปเดตเนื้อหา” ลง DLC หรือขยายจักรวาลอีกหลายระลอก จึงถึงจุดคุ้มทุนช้ากว่า
โมเดลธุรกิจและการหารายได้
ปัจจุบันผู้บริหารกดดันให้เกมต้องมี “Live revenue” เช่น สกิน, Battle Pass, Season Pass ฯลฯ RPG แบบดั้งเดิมที่เน้นขายแผ่นครั้งเดียวจึงไม่ตอบโจทย์
ถึงจะใส่ DLC หรือระบบ Microtransaction ลงไป ก็อาจทำให้แฟนคลับต้นตำรับไม่พอใจ
ความคาดหวังของตลาดและกระแสผู้เล่น
ผู้เล่นสมัยใหม่มักชอบประสบการณ์เล่นระยะสั้น เร้าใจทันที (instant gratification) มากกว่าเล่น RPG ที่ต้องใช้เวลาสะสมเลเวล-ค้นหาสิ่งของ
นักพัฒนาจึงหันไปทำเกมที่ “เล่นจบเร็ว” หรือเปิดโลกกว้าง (Open World) แต่เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อนนัก พัฒนาง่ายกว่า
ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์และรีวิว
RPG ขนาดใหญ่หากมีบั๊กเยอะ หรือเนื้อเรื่องไม่สมเหตุสมผล จะถูกวิจารณ์หนัก กระทบคะแนนรีวิว และยอดขายในระยะยาว
ผู้บริหารจึงหลีกเลี่ยงที่จะลงทุนกับโครงการที่ต้อง “ลุ้น” มากขนาดนี้
แต่ก็ยังมีโอกาสนะ
– สตูดิโออินดี้จำนวนไม่น้อยเริ่มออก RPG ขนาดเล็ก เน้นเสน่ห์งานศิลป์หรือระบบเล่นแปลกใหม่ เพื่อพิชิตกลุ่มแฟนคลับเฉพาะทาง
– โมเดล “Games as a Service” บางเกมก็ผสม RPG ดั้งเดิมเข้ากับระบบออนไลน์ มีทั้งเนื้อเรื่องหลักและกิจกรรมรายสัปดาห์ ช่วยให้คืนทุนเร็วขึ้น
สรุปแล้ว หากอยากเห็น RPG ฟอร์มยักษ์กลับมาเยอะๆ ก็อาจต้องรอให้โมเดลหารายได้ของแนวนี้ “เวิร์ก” เพียงพอในสายตาผู้บริหารก่อนครับ Kennedy – Chief Gaming Analyst.